คุณอยู่ที่นี่
หน้าแรก > ข่าวทั่วไป > เงิน ”หมอปอ” หายปริศนา ถูกถอนจากบัญชี หลังจับ”เก่ง-กิ๊ก” พ่อ‘เก่ง’วอนหยุดซ้ำเติม

เงิน ”หมอปอ” หายปริศนา ถูกถอนจากบัญชี หลังจับ”เก่ง-กิ๊ก” พ่อ‘เก่ง’วอนหยุดซ้ำเติม

เงิน ”หมอปอ” หายปริศนา ถูกถอนจากบัญชี หลังจับ”เก่ง-กิ๊ก” พ่อ‘เก่ง’วอนหยุดซ้ำเติม

ญาติโวย เงินในบัญชี “หมอปอ” ถูกถอนออกไปเกือบหมด ทั้งที่ “ไอ้เก่ง” มือฆ่ากับกิ๊กสาว ถูกจับอยู่ในเรือนจำ สอบถามธนาคารแจ้งโอนทางมือถือ เตรียมแจ้งความหาตัวมือมืด ด้านผู้การชุมพรเรียกประชุมตรวจสอบสำนวน ย้ำให้รัดกุม เผยแจ้งข้อหาเพิ่มอีก “ลักทรัพย์ รับของโจร” คนละกระทง โต้ไม่เคยกันกิ๊กสาวไว้เป็นพยาน แค่เรียกสอบในฐานะพยาน ก่อนพบเกี่ยวข้องด้วยจึงแจ้งข้อหา ชี้ข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองที่โดนอยู่ โทษสูงสุดถึงประหาร แต่อยู่ที่ดุลพินิจของศาล ยันพร้อมติดตามเรื่องทรัพย์สิน แต่ที่ผ่านมามีแต่คำบอกเล่า ยังรอผู้เกี่ยวข้องนำหลักฐานมาให้ จะได้เร่งตรวจสอบ เพื่อความกระจ่าง ด้านพ่อ-ลุงไอ้เก่ง วอนสังคมหยุดประณามครอบครัว กระทบหลานๆไม่รู้เรื่องโดนตราหน้าเป็นญาติฆาตกร

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 ธ.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร (ศปก. ภ.จว.ชุมพร) พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เรียกประชุมด่วนชุดคลี่คลายคดีฆ่าน.ส.นนทิญา ครัวจัตุรัส หรือ “หมอปอ” เจ้าหน้าที่ทันตสาธารณสุข รพ.สต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยมี พ.ต.อ.ภาณุเดช ณ พัทลุง รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.เสริมศักดิ์ พ่วงพิศ ผกก.สส.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.พุฒิพงศ์ พานิชศิลป์ ผกก.สภ.สลุย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ฝ่ายเอกสาร ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ฝ่ายเชี่ยวชาญด้านกล้องวงจรปิด เข้าร่วมประชุมเพื่อสรุปความคืบหน้าของคดี และให้สำนวนคดีมีความรัดกุมสมบูรณ์มากที่สุด

พล.ต.ต.สนธิชัยกล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายรณชัย ปานชาติ หรือ “เก่ง” พนักงาน กฟภ.สาขาหลังสวน ว่าที่ เจ้าบ่าว และน.ส.นฤมล ช่วยสมบัติ หรือ “สาว” ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่เหตุอันควร โดยล่าสุดยังแจ้งข้อหาลักทรัพย์คือโทรศัพท์มือถือของผู้ตายไปหลังเกิดเหตุแก่นายรณชัย และแจ้งข้อหารับของโจรแก่ น.ส.นฤมลที่นำโทรศัพท์ของผู้ตายไปเก็บรักษาไว้ เจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานหลักฐานทั้งหมดว่าจะสามารถนำผู้ต้องหาทั้งสองคนส่งฟ้องต่อศาลได้อย่างแน่นอน

“วันนี้ได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมดมาประชุม เพื่อสรุปรายละเอียดว่าพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนี้มีความสมบูรณ์แค่ไหน รวมทั้งต้องรอผลตรวจต่างๆ จากฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ และฝ่ายตรวจกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุด้วย โดยกำชับทุกคนให้ทำงานให้เร็วและสมบูรณ์ที่สุด หากเร็วอย่างเดียวแต่ไม่สมบูรณ์คงไม่ได้ ส่วนรถยนต์ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสวิฟท์ สีขาว ที่ ผู้ต้องหาทั้งสองคนใช้เป็นพาหนะในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ยึดมาตรวจสอบแล้วตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ สำหรับกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ ผมคงไม่ขอโต้ตอบอะไร เนื่องจากเราทำงานภายใต้กรอบของกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ได้ทำงานตามกระแสสังคม หากหลักฐาน ยังไม่พร้อมคงยังดำเนินการอะไรไม่ได้ เมื่อหลักฐานพร้อมถึงจะดำเนินการตามขั้นตอน” พล.ต.ต.สนธิชัยกล่าว

พล.ต.ต.สนธิชัยกล่าวต่อว่า ยังมีสื่อและกระแสสังคมที่เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการสอบปากคำ น.ส.นฤมลที่ร่วมก่อคดีในฐานะพยาน แต่ไม่เคยกันตัวไว้เป็นพยาน การสอบในฐานะพยานเพื่อให้พยานหลักฐานเกิดความสมบูรณ์ก่อน จากนั้นจึงขออนุมัติหมายศาลจับตัวนายเก่ง และเมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอว่าพยานมีส่วนในการร่วมกระทำความผิดด้วย จึงแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับ น.ส.นฤมลในเวลาต่อมา แต่หากกันตัวเป็นพยาน หมายถึงบุคคลนั้นต้องถูกจับกุมแล้ว และพนักงานสอบสวนทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง จึงจะเข้าสู่กระบวนการกันไว้เป็นพยาน สำหรับโทษที่ ผู้ต้องหาทั้งสองจะได้รับสูงสุดตามกฎหมายคือ การประหารชีวิต เพราะเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลซึ่งตำรวจ คงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงหรือละเมิดได้ ขณะที่เรื่องทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตได้แจ้งญาติของทั้งสองฝ่ายแล้วว่า หากมีข้อขัดข้องสงสัยประการใดขอให้นำหลักฐานมาให้เจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความกระจ่างให้อย่างดีที่สุด แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานต่างๆ ในเรื่องทรัพย์สินส่งให้พนักงานสอบสวนเลย ที่ผ่านมามีแต่คำเล่ามา บอกมาของสื่อและของโลกโซเชี่ยลเท่านั้น

พล.ต.ต.สนธิชัยกล่าวในตอนท้ายว่า คดีนี้ พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผบช.ภ.8 ได้กำชับตั้งแต่วันแรกที่เกิดคดีว่า ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องกังวลใจในสิ่งใดๆ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในหลายๆ เรื่อง ซึ่ง ภ.จว.ชุมพรได้นำประกอบกับการสอบสวน จนทำให้การคลี่คลายคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองคน และการนำชี้ที่เกิดเหตุ การคลี่คลายคดีนี้ตำรวจไม่มีความหนักใจใดๆ และหากในชั้นศาลผู้ต้องหาทั้งสองคนมีการกลับคำให้การก็ถือเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้ แต่เจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ว่าจะสามารถลงโทษผู้ต้องหาทั้งสองคนตามกฎหมายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด เกิดเรื่องน่าสงสัยขึ้นอีก นายบำรุง ครัวจัตุรัส อายุ 35 ปี พี่ชายของหมอปอ เปิดเผยว่า ทางครอบครัวพบว่า เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา มีการโอนเงินจากบัญชีของหมอปอไปบัญชีอื่น ทั้งที่หมอปอนั้นเสียชีวิตไปแล้ว โดยจากที่คิดว่าคดีน่าจะได้ข้อสรุปแล้ว ทำให้เกิดความสงสัยว่าใครเป็นคนโอนเงินจากบัญชีของหมอปอออกไป

นายบำรุงระบุว่า หลังเรื่องคลี่คลายตนได้นำสมุดบัญชีของน้องสาวไปปรับสมุด ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. คือก่อนเสียชีวิต 1 วัน มีการโอนเงินจากบัญชีนี้ออกไปจนเหลือติดบัญชีอยู่ 15,000 บาท เข้าใจว่าน้องสาวอาจจะโอนเงินไปให้ใครสักคน แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. มีการโอนเงินจากบัญชีหมอปอออกไปอีกครั้ง จนเหลือราวพันกว่าบาท ทั้งที่น้องสาวเสียชีวิตไปแล้วจะไปทำธุรกรรมได้อย่างไร นอกจากนี้ ทั้งนายเก่งกับกิ๊กสาวก็ถูกจับกุมแล้ว จะไปโอนหรือทำอะไรได้อย่างไร

นายบำรุงเผยอีกว่า ทางครอบครัวได้โทร.ไปสอบถามกับทางธนาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ตนจึงนึกได้ว่า ตั้งแต่น้องสาวเสียชีวิต ยังไม่มีใครเห็นโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน ของน้องสาวเลย ไม่ทราบหายไปไหน โดยทางธนาคารไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าเงินถูกโอนไปที่บัญชีของใครเพราะเป็นข้อมูลส่วนตัว ต้องให้พ่อแม่มายืนยัน ตอนนี้กำลังให้พ่อและแม่ไปแจ้งความ เพื่อนำหลักฐานไปขอข้อมูลจากทางธนาคาร

วันเดียวกัน ที่ จ.บุรีรัมย์ นายวินัย ปานชาติ อายุ 58 ปี บิดาของนายเก่ง เผยความรู้สึกในฐานะผู้เป็นพ่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะลูกชายตัวเองต้องถูกจับติดคุก ทั้งยังต้องสูญเสียว่าที่ลูกสะใภ้ไปพร้อมกัน ซึ่งน้องปอเองตนก็รักเหมือนลูก เพราะปอ ก็เป็นคนนิสัยดี ทั้งตนเองและครอบครัวก็ดีใจที่ทั้งสองจะแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น โดยเฉพาะหัวอกคนเป็นพ่อแม่ แทบไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะปกติลูกชายเป็นคนเรียบร้อย ไม่ค่อยพูด ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นลูกมีพฤติกรรมกระทำรุนแรง หรือทะเลาะวิวาทกับใคร จึงไม่คิดว่าลูกจะคิดสั้นปิดอนาคตตัวเองแบบนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้อยากให้ลูกชายโทร.มาปรึกษา ก็จะช่วยหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาให้

นายวินัย ยังระบุอีกว่า หลังจากสื่อต่างๆ มีการนำเสนอข่าว ทั้งโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์ต่อว่าทั้งลูกชายและครอบครัวตัวเองอย่างรุนแรงก็รู้สึกเครียดมากจนไม่อยากดูข่าว จึงอยากจะวิงวอนขอความเห็นใจกับสื่อและสังคม ได้หยุดโจมตีซ้ำเติมครอบครัวของตนเอง เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดทุกวันนี้ครอบครัวก็เสียใจและเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากอยู่แล้ว เชื่อว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆจะไม่เป็นผลดีกับทั้งสองครอบครัว ส่วนตัวยืนยันว่าอยากจะไปเคารพศพของน้องปอ ไปแสดงความเสียใจและขอโทษครอบครัวน้องปอ ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย แต่ก็จะหาโอกาสไปขอโทษครอบครัวน้องปอ แน่นอน ส่วนเรื่องเงินสินสอดตนไม่ขอพูดถึง เพราะไม่อยากให้มีปัญหาโต้กันไปมา

ด้านนายสำเริง ปานชาติ อายุ 68 ปี ลุงของนายรณชัย หรือเก่ง บอกว่า ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าหลานได้ทำจริง แต่ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องคนสองคนที่จะรู้ดีที่สุด แต่จากกระแสสื่อหรือโซเชี่ยลยอมรับว่า ส่งผลกระทบกับครอบครัวญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลูกหลานที่ไปเรียนหนังสือก็จะถูกเพื่อนล้อว่าเป็นญาติ “ฆาตกร” ทำให้กระทบกับสภาพจิตใจ จึงอยากขอความเห็นใจจากสังคมและวิงวอนให้สื่อโซเชี่ยลหยุดโจมตีซ้ำเติมครอบครัวของเก่งด้วย เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้

ที่มา ข่าวสด

Loading...

Similar Articles

Leave a Reply

Top
%d bloggers like this: