คุณอยู่ที่นี่
หน้าแรก > ข่าวทั่วไป > ไม่เคยท้อ! ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน!! “จากเด็กเข็นผัก” พ่อแม่ไม่ส่งเรียน ขับวินหาเงิน จนเติบใหญ่เป็น “อัยการ”

ไม่เคยท้อ! ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน!! “จากเด็กเข็นผัก” พ่อแม่ไม่ส่งเรียน ขับวินหาเงิน จนเติบใหญ่เป็น “อัยการ”

ต้นทุนชีวิต!! ของคนเรานั้นไม่เท่ากัน พ่อแม่ไม่สนับสนุนเรื่องเรียน เด็กเข็นผัก สู่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จนเติบใหญ่เป็น “อัยการ” ไปติดตามเรื่องราวชีวิตของผู้ชายคนนี้กันค่ะ

เส้นทางชีวิตเปรียบเหมือนถนนสายหนึ่ง และถนนสายที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นธรรมดาที่การเดินหน้าสู่จุดมุ่งหมายต้องฟันฝ่า อุปสรรคถึงแม้จะมีขวากหนาม ชีวิตของหนุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ชื่อ “วรวิทย์ เอี่ยมสำอางค์” หรือ “โจ” ก็เช่นกัน แต่เขาก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค จนถึงเป้าหมายบนเก้าอี้ “ทนายแผ่นดิน”ได้อัยการวรวิทย์ สอบติดอัยการผู้ช่วย รุ่นที่ 51 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ ช่วยราชการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ปฏิบัติราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 5 ผมเกิดในครอบครัวประกอบอาชีพขายสินค้าการเกษตรพวกผักผลไม้ ใน จ.เพชรบุรี

 

 

ครอบครัวที่ประกอบอาชีพค้าขาย พ่ออยากให้ลูกประกอบอาชีพค้าขายเหมือนพ่อ เนื่องจากเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร และเกรงว่าหากดันทุรังส่งลูกเรียนในชั้นสูงๆ จะประคองเรือไม่ถึงฝั่ง เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อมักพูดกับลูกๆ เสมอว่า เรียนจบมาก็ต้องไปเป็นลูกน้องคนอื่น ส่วนจะสอบเป็นข้าราชการก็อย่าหวังเลยว่าชาวบ้านอย่างเราๆ จะมีโอกาสสอบได้เป็นข้าราชการ”

ชีวิตในวัยเยาว์ เรียนจบชั้น ป.6 จากโรงเรียนบ้านท่ายาง ในชั้นนี้พ่อสนับสนุนให้เรียนเพราะน่าจะเป็นการศึกษาภาคบังคับให้เด็กไทยทุกคนต้องเรียน แต่พอจะต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พ่อไม่อยากให้เรียนต่อ อยากให้มาช่วยทางบ้านค้าขาย แต่ก็ขัดใจพ่อไปเรียนต่อชั้นมัธยมตอนต้น เรียนได้แค่ ม.1 เท่านั้นเพราะทางบ้านเกิดปัญหาด้านการเงินจึงจำใจต้องลาออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัวค้าขาย หารายได้เพิ่มเพื่อใช้หนี้สิน นอกจากการขายผักผลไม้ ยังต้องเผาข้าวหลามขายที่ตลาดนัดในย่าน จ.นนทบุรี หากว่างจะไปรับจ้าง เป็นคนยกของพวกสินค้าเกษตร

 

 

วันหนึ่งขณะผมกำลังทำงานยกตะกร้าผักอยู่ ได้ยินเสียงเพื่อนสมัยมัธยมต้นขี่รถมอเตอร์ไซค์ หยอกเย้าเฮฮากัน ตอนนั้นดูมันช่างสนุกสนาน แต่ผมต้องมาทำงาน แบก หาม เมื่อคิดได้จึงตัดสินใจว่าจะต้องกลับไปเรียนให้ได้ จึงแอบสมัครเรียน กศน. พอจบมัธยมต้น ผมตัดสินใจขออนุญาตพ่อเรียนต่อในชั้น ม.4 ครั้งนั้นพ่อคงไม่อยากหักหาญน้ำใจมากนัก ยอมให้เรียนต่อสายสามัญ แต่ผมและน้องชายยังต้องมาช่วยพ่อและแม่ค้าขายของตามปกติ จนถึงชั้นอุดมศึกษาพ่อบอกว่าไม่มีเงินส่งให้เรียน ตอนนั้นผมคิดในใจเพียงว่าไม่เป็นไร ขอแค่มีโอกาสเรียนก่อน จึงมาสมัคร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเรียนจนจบปริญญาตรี ในปี 2551 และระหว่างทำเรื่องขอจบ พ่อยังทำเตาย่างไก่ เพื่อให้ผมไปขายไก่ย่างตามตลาดนัดแถวๆ จ.นนทบุรี ผมไม่ได้ขัดใจ เนื่องจากพ่อยอมให้โอกาสเรียนจนจบปริญญาตรี ขณะเริ่มขายไก่ย่างได้สักพักหนึ่ง เป็นช่วงเศรษฐกิจของโลกเกิดปัญหา ขายของขาดทุนเรื่อยๆ ผมจึงขอพ่อมาลงเรียนเนติบัณฑิต

เสาหลักของครอบครัว พ่อป่วยโรคเบาหวานลงขา ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงต้องคอยดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด บางช่วงอาการดี ผมก็ต้องหางานทำ แต่ทำงานประจำไม่ได้เพราะพ่อยังป่วยอยู่ เลยตัดสินใจขี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง อยู่ย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา (ม.รามคำแหง 2) โดยขี่รถตั้งแต่ 05.30-08.00 น. และ 18.00-19.00 น.

 

 

ตลอดเวลาที่พ่อป่วย ประมาณ 5 ปี ผมดูแลพ่อไปด้วย ขี่วินมอเตอร์ไซค์ไปด้วย และอ่านหนังสือเพื่อสอบเนติบัณฑิตไปด้วย จนจบเนติบัณฑิตสมัยที่ 65 ช่วงนั้น อาการพ่อทรุดหนักมาก สมองไม่รับรู้อะไร เหมือนเจ้าชายนิทรา ครอบครัวหมดความหวังว่าพ่อจะหาย ได้แต่รอเวลาว่าพ่อจะจากพวกเราไปวันไหน ทุกๆ เช้าผมตื่นนอนมาเห็นพ่อนอนนิ่งๆ จะรู้สึกใจหายทุกครั้ง ต้องเปิดผ้าห่มดูที่ท้องว่าพ่อยังคงหายใจอยู่หรือเปล่า ช่วงนั้นผมมีโอกาสสอบอัยการผู้ช่วยครั้งแรกเมื่อปลายปี 2557 รู้สึกว่าข้อสอบยากมาก จนสอบไม่ผ่าน แต่คิดในใจว่า ถ้ามีเวลาเตรียมตัวดีๆ น่าจะทำได้ จนถึงวันที่ 27 มกราคม 2558 พ่อเสียชีวิตลง ผมขอแม่และคนในครอบครัวให้เก็บศพพ่อเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเผา รอผมสอบอัยการรอบต่อไปเพื่อจะได้ใส่ชุดปกติขาวในวันงานเผาศพพ่อให้ได้ ช่วงที่พ่อเสียชีวิต จึงขายเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ มาเป็นทนายความ ในช่วงปี 2558 งานทนายความเยอะมาก ผมเป็นทั้งเสมียนทนายความ เป็นทั้งคนขับรถ และจัดทำเอกสารเอง จนไม่มีเวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบอัยการ

ความรู้สึกแรกเมื่อทราบว่าสอบติดอัยการผู้ช่วย ดีใจมาก แต่ก็เสียใจที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง หากไม่เผาศพพ่อก่อน คงมีโอกาสได้ใส่ชุดปกติขาว ในวันเผาศพพ่อตามที่ตั้งใจไว้

 

 

ถามถึงเหตุผลในการเลือกเดินสู่เส้นทางสายนักกฎหมาย “อัยการวรวิทย์” เผยว่า แรงบันดาลใจมาจากทางบ้านมีฐานะยากจน เมื่อตอนเด็กพ่อเคยเป็นคดีความขึ้นศาลคดีแพ่ง คดีนั้นพ่อผมเป็นโจทก์ฟ้องคดี กว่าจะชนะคดีทั้ง 3 ศาลใช้เวลานานหลายปีมาก ผมจำได้ว่าพ่อและญาติๆ ต้องไปศาลเป็นประจำ และทุกครั้งพ่อจะเคร่งเครียด ต้องนัดพบเพื่อพูดคุยกับคนแก่ ผมหงอก ที่ทุกคนให้ความเคารพเกรงใจ แต่ละครั้งต้องมีของฝาก ทั้งที่พ่อค้าแม่ค้าขายของมาเงินทองไม่ได้มากมาย แต่ต้องเก็บเงินไว้ให้คนแก่ท่านนี้เป็นประจำ บางครั้งต้องขอยืมคนอื่นมา ต่อมาจึงทราบว่า เขาคือทนายความของเรา

เขาได้ตั้งปณิธานว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งทนายของแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม อำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย ปราศจากอคติทั้งปวง และจะเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนตลอดชีวิตแต่ละห้วงชีวิตของที่เต็มเปี่ยมด้วยความกตัญญู ความเพียร มานะ อุตสาหะ จึงเป็นต้นแบบของนักสู้ตัวจริงเสียงจริง

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : taharnkla.zocialx.com

Similar Articles

Leave a Reply

Top
%d bloggers like this: